รู้ไปโม้ด – บ่อน 1 : แรกมีในกรุงศรีอยุธยา

ข่าวรวม

รู้ไปโม้ด - บ่อน 1 : แรกมีในกรุงศรีอยุธยา

บ่อน 1 : แรกมีในกรุงศรีอยุธยา
อยากทราบความเป็นมาของบ่อนและการมีบ่อนในกรุงเทพฯ

สุชิต

ตอบ สุชิต

ข้อมูลคำตอบนำมาจาก fb Silpawattanatham ว่า โรงบ่อนเป็นสถานที่เล่นการพนันนานาชนิด โดยเฉพาะถั่วโป ซึ่งมีจุดเริ่มต้นมาจากชาวจีน โดยนำเข้ามาแพร่หลายในสมัยอยุธยา ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับโรงบ่อนสมัยอยุธยาใน 3 แห่ง คือ

1.กฎหมายลักษณะพยานสมัยพระเจ้าอู่ทอง ความว่า ห้าม มิให้ฟังคำคนเล่นเบี้ยบ่อนเป็นพยาน เว้นแต่คู่ความยินยอม 2.พระธรรมนูญสมัยพระเจ้าทรงธรรม กล่าวว่า พระยาราชภักดีมีหน้าที่ออกตราปักษาวายุพักตร์กำกับเจ้าจำนวนตั้งนายอากรบ่อนเบี้ย

หลักฐานทั้ง 2 อย่างนี้ สมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชา นุภาพ ทรงเชื่อว่าเป็นของเพิ่มเติมเข้ามาภายหลัง และทรงสังเกตเห็นหนังสือเรื่องเมืองไทยซึ่งเดอลาลูแบร์แต่งไว้ กล่าวถึงการพนัน คือ ชนไก่ สะกา หมากรุก เป็นต้น ส่วนการเล่นถั่วโปและบ่อนเบี้ยหาได้กล่าวถึงไม่ ถ้ามีอยู่ในสมัยนั้นจริงก็คงจะกล่าวถึงบ้าง

และ 3.หลักฐานในหมวดพระราชกำหนดเก่าสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ว่า มีผู้ยื่นเรื่องกราบบังคมทูลขอตั้งบ่อนเบี้ยที่เมืองราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรปราการ พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศพิโรธ ดำรัสว่า เมืองเหล่านั้นใกล้สวนบางช้าง ได้อากรสวนเข้าพระคลังเป็นอันมาก และมีกฎรับสั่งห้ามอยู่ก่อนแล้ว มิให้ตั้งบ่อนเบี้ย การตั้งบ่อนเบี้ยจึงผิดอย่างผิดธรรมเนียมแต่โบราณ จะทำให้ราษฎรเดือดร้อน ให้เอาตัวผู้ถวายเรื่องลง พระราชอาญา และห้ามมิให้รับเรื่องเช่นนี้ขึ้นทูลเกล้าฯถวายอีก จึงสันนิษฐานว่าโรงบ่อนคงจะมีขึ้นระหว่างหลังแผ่นดิน พระนารายณ์ถึงก่อนแผ่นดินพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ

โรงบ่อนในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์เป็นของชาวจีน นิยมในหมู่ชาวจีน แต่ก็มีชาวไทยที่ติดการพนันลอบเข้าไปเล่นบ้าง ในสมัยรัชกาลที่ 1 ชาวจีนตั้งบ่อนเบี้ยในย่านสำเพ็ง ชื่อ “กงสีล้ง” กระทั่งสมัยรัชกาลที่ 3 จึงมีการตั้งบ่อนเบี้ยไทยขึ้น บ่อนเบี้ยจีนเล่นเป็นคะแนน ใช้กันด้วยทรัพย์ ส่วนบ่อนเบี้ยไทยเล่นด้วยเงินสด ถึงสมัยรัชกาลที่ 4 ได้รวมบ่อนเบี้ยไทยและจีนอยู่ด้วยกัน

รายได้จากอากรบ่อนเบี้ยเป็นแหล่งเงินสำคัญที่นำมาใช้จ่ายราชการแผ่นดิน รัฐจึงยอมให้ตั้งโรงบ่อนเรื่อยมา กลวิธีที่ นายบ่อนดึงคนเข้าโรงบ่อนคือให้เงินแก่นักพนันที่เล่นเสียไปทดรองเล่นต่อ วิธีการนี้ดึงดูดราษฎรให้ไปเล่นการพนันกันมาก จนรัชกาลที่ 4 ทรงออกประกาศห้ามการทดรองเงิน

อีกกลวิธีหนึ่งคือ การเล่น “ซูเอี๋ย” นักพนันผู้เล่นได้และ เสียตกลงกันว่าจะไม่เอาเงินของกันและกัน แต่วิธีนี้ก่อให้เกิดคดีฟ้องร้องกันมาก จนกระทั่งมีประกาศห้าม

ความนิยมการพนันและโรงบ่อนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อากรบ่อนเบี้ยที่เก็บได้เพิ่มสูงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยสมัยรัชกาลที่ 2 มีรายได้จากอากรบ่อนเบี้ยปีละ 255 ชั่ง 5 ตำลึง หรือราว 204,000 บาท สมัยรัชกาลที่ 3 มีรายได้ปีละ 400,000 บาท ต่อมาสมัยรัชกาลที่ 4 มีการเพิ่มอากรการพนัน เช่น บ่อนชนไก่ ชนนก ปลากัด หมากรุก ไพ่จีน ไพ่ไทย แข่งเรือ ทำให้มีรายได้จากอากรบ่อนเบี้ยเพิ่มขึ้นเป็น 500,000 บาท

Trả lời

Email của bạn sẽ không được hiển thị công khai. Các trường bắt buộc được đánh dấu *